ฟาร์มไก่ดำเคยู ภูพาน ลพบุรี ตลาดไก่เพื่อสุขภาพ

ภายหลังการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จนได้เป็นไก่ดำเคยู-ภูพาน ที่สามารถตอบสนองต่อตลาดกลุ่มผู้บริโภค เนื่องจากสายพันธุ์นี้เมื่อผ่านการปรับปรุงแล้วทำให้เลี้ยงง่าย โตไว ทนร้อน ทนโรค เลี้ยงได้ในทุกพื้นที่ อีกทั้งยังให้เนื้อไก่สีดำที่มีรสชาติดี เนื้อนุ่ม ไม่เหลวแฉะ พร้อมๆ ไปกับการสร้างขนสีขาวสวยงาม สามารถนำไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามได้อีกด้วย คุณอาทิตย์ ทิพเนตร หรือ คุณอ๊อด อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 7 ตำบลลาดสาลี อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ได้นำสายพันธุ์ไก่ดำเคยูภูพานมาเลี้ยง เพราะเป็นไก่ที่ตอบสนองกับพื้นที่ได้อย่างดี เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง ราคาดี แล้วยังมีตลาดรองรับที่แน่นอน ทำให้เลี้ยงไม่ทัน จึงชักชวนชาวบ้านมารวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน ก่อนหน้านั้นคุณอ๊อดเป็นคนที่ชอบเลี้ยงไก่มาก โดยเฉพาะไก่ชน แต่พอน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ไก่หายและตายเกือบทั้งหมด จึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการเปิดหาข้อมูลทางเน็ต จนได้พบเรื่องราวของไก่ดำเคยู ซึ่งกำลังอยู่ในกระแสความต้องการของผู้บริโภคด้านสุขภาพ จากนั้นจึงลองติดต่ออาจารย์ที่ดูแลเรื่องนี้เพื่อขอสายพันธุ์มาเพาะเลี้ยง โดยยังไม่ได้มองไปไกลถึงตลาดผู้บริโภคเชิงพาณิชย์ การเลี้ยงไก่ดำเคยูไม่ใช่เรื่องยาก สามารถให้อาหารได้ตลอดเวลา โดยเลี้ยงแบบไก่ขุนทั่วไป ใช้อาหารประเภทเดียวกับการเลี้ยงไก่เนื้อ อาจมีอาหารเสริมบ้างในบางคราว อีกทั้งไก่พันธุ์นี้เจริญเติบโตได้เร็วในเวลาสั้น ดังนั้น จากไก่ที่นำมาเลี้ยงเพียงไม่กี่คู่กลับกลายเพิ่มมากขึ้น สร้างปัญหาให้กับคุณอ๊อด จึงทำให้เขาตัดสินใจแบ่งขายสายพันธุ์ออกไปบ้างเพื่อรักษาจำนวนเลี้ยงให้พอเหมาะ ดังนั้น จึงทำให้ชาวบ้านหลายครัวเรือนในละแวกเดียวกันได้มีโอกาสเลี้ยงไก่ดำไว้

คุณอ๊อดเปลี่ยนแนวทางจากการขายพันธุ์มาเป็นการขายไก่เนื้อแทน แล้วนำไก่ที่เชือดแล้วไปขายตามตลาดที่ไม่ไกล อย่างตลาดนัด ตลาดชุมชน หรือตลาดในเมือง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี แต่ดูเหมือนว่าอัตราไก่ที่ขายกับจำนวนไก่ที่เพิ่มขึ้นในฟาร์มจะไม่สอดคล้องกัน ดังนั้น คุณอ๊อดและแฟนจึงหาทางเปิดตลาดอื่นควบคู่ไปกับการนำไปขายเอง จึงเดินไปดูตามห้างแล้วพบว่าไก่ดำที่ขายอยู่ในห้างดังมีขนาดเดียวกันกับที่เลี้ยง จึงได้ติดต่อทางบริษัทแล้วได้ออเดอร์เพื่อส่งไก่ดำทันที ขณะที่บางส่วนได้พยายามติดต่อขายทางออนไลน์ด้วย ตลาดไก่ดำของคุณอ๊อดเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าลำพังตัวเองคงไม่ทันแน่จึงได้ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่มาจัดตั้งเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่ดำบ้านกระเบาเรียง” แล้วส่งเสริมให้สมาชิกนำลูกไก่ที่คุณอ๊อดเพาะไปเลี้ยงขุน โดยมียา อาหาร เวชภัณฑ์ไว้บริการให้

พอเลี้ยงโตได้ขนาดตามมาตรฐานเพื่อส่งขายซึ่งเป็นไก่ขนาดน้ำหนัก 750-850 กรัม หรือเป็นไก่อายุ 45 วัน จะรับซื้อคืน ซึ่งแนวทางนี้เหมาะกับชาวบ้านเลี้ยงเป็นรายได้เสริมหรือรายได้หลัก อีกทั้งยังสามารถเลี้ยงอยู่กับบ้านได้ เพราะเป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ขอให้เลี้ยงด้วยความใส่ใจเท่านั้น ทั้งนี้ จะเก็บไข่ไปฟักในเครื่องทุกสัปดาห์คราวละ 500-600 ฟอง หลังจากไข่ฟักเป็นตัวแล้วจะฉีดวัคซีนประมาณอายุ 1 สัปดาห์ แล้วจึงนำไปให้เครือข่ายเลี้ยงขุนต่อไป

“ไก่ดำที่รับซื้อจากชาวบ้านแล้วนำส่งเข้าโรงเชือดแล้วจะแพ็กใส่ถุง นำไปแช่ในห้องเย็นเพื่อเตรียมส่งขายโดยไก่ที่นำไปแปรรูปขายทั้งตัวจะมีน้ำหนักประมาณ 600-700 กรัม” การขายไก่ ถ้าซื้อจำนวนมากน้ำหนักเป็นตันจะกำหนดราคาขายแบบเป็นกิโลกรัม แต่ถ้าซื้อจำนวนน้อยแล้วเป็นรายย่อยจะกำหนดขายเป็นตัวราคาตัวละ 120 บาท ซึ่งราคานี้ผู้รับซื้ออาจจะนำไปขายต่อในราคาตัวละประมาณ 150-170 บาท สำหรับสมาชิกที่นำไก่ไปเลี้ยงขุนจะได้กำไรจากการขายคืนประมาณตัวละ 10-15 บาท ทั้งนี้ จะต้องหักค่าอาหารและรายการเบ็ดเตล็ดซึ่งเป็นทุนออกไป นอกจากความนิยมบริโภคเนื้อไก่ดำเพื่อสุขภาพแล้ว ไข่ของไก่ดำเคยู-ภูพาน ก็ยังได้รับความนิยมจากกลุ่มเดียวกันด้วย ทั้งนี้ ไข่ของไก่ดำมีรูปร่าง สี หรือขนาดเช่นเดียวกับไข่ไก่ทั่วไป เพียงแต่มีรสชาติออกเค็มเล็กน้อยเมื่อนำไปบริโภค แต่ถึงยังไงกลุ่มรักสุขภาพมักนิยมซื้อไปบริโภคกันแต่ไม่มากเท่าไร ทางด้านโรคที่พบในไก่ดำ คุณอ๊อดเผยว่าก็มีบ้าง แต่ไม่บ่อย ส่วนมากเกิดขึ้นกับสมาชิกที่เลี้ยงเพราะขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ลูกไก่ทุกตัวจะฉีดวัคซีนให้ครบตามตารางอายุ ขณะเดียวกัน จะให้หญ้าเนเปียร์ผสมกับฟ้าทลายโจรให้ไก่กินเพื่อสร้างภูมิต้านทานโรคจึงนับเป็นวิธีการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้น จึงไม่ค่อยพบปัญหาไก่เป็นโรคนอกจากเกิดการระบาดอย่างรุนแรงอย่างที่ผ่านมา

นอกจากการตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มสัมมาชีพที่ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิก 15 คน (เฉพาะในชุมชน) แล้ว ทางคุณอ๊อดยังมีเครือข่ายสมาชิกต่างถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ทั้งภาคเหนือ-อีสาน โดยเครือข่ายจะปฏิบัติแนวทางเดียวกันกับทางกลุ่มหลักที่ลพบุรี ฉะนั้น จึงเป็นอีกแนวทางการแก้ไขจำนวนไก่ดำที่ไม่เพียงพอต่อการส่งขาย